สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์
GTF...คลิกที่นี่
home
whatGTF
ประวัติของนมผง GTF
composite
award
usefullness
GTF for
เปรียบเทียบวิธีการบำบัดโรคเบาหวานด้วย GTF
ความปลอดภัยต่อการบริโภค GTF
ตัวอย่างผู้ใช้ผลิตภัฑ์
วีดีโอตัวอย่างผู้ป่วย
การสั่งสินค้า
เกี่ยวกับเรา
เว็บบอร์ด
ได้รับรางวัลระดับสากล
ปี2002
Biotechnology and Medical
are Innovation

เว็บเพื่อนบ้าน


ข้อมูลไรน้ำนางฟ้า
thairachashrimp.com

samud.com
paulroom.com
saismon.com
vdotime.com
108link.com
google.com
gmail.com
msn.com
hotmail.com

sanook.com

pantip.com
yodtip.com
 
 

 

โรคเบาหวานกับการดูแลเท้า

แผลที่เท้า       ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลที่เท้าและถูกตัดขาได้มากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าตัว

 

สาเหตุของการเกิดแผลที่เท้า


สาเหตุนั้นมีด้วยกันหลายองค์ประกอบซึ่งเป็นปัจจัยที่เสริมกันและกัน  การเป็นแผลที่เท้าของผู้ป่วยมักจะเริ่มจากสาเหตุเล็กๆน้อยๆที่สามารถป้องกันได้  หรือบางครั้งอาจเกิดจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆที่สามารถป้องกันได้  เช่น  การตัดเล็บเท้าลึกเกินไป  การใส่รองเท้าคับเกินไป เป็นต้น

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลที่เท้า


มีหลายปัจจัยด้วยกันโดยปัจจัยหลักๆได้แก่
1.ปลายประสาทเสื่อม  โดยสามารถแบ่งย่อยออกไปอีก 3 ข้อ
1.1 ประสาทรับความรู้สึกเสื่อม  ทำให้สูญเสียการรับความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกร้อนเย็น  ดังนั้นเมื่อเป็นแผลขึ้นแล้วผู้ป่วยมักไม่หยุดใช้เท้าเนื่องจากขาดความรู้สึกเจ็บปวด  แผลจึงเกิดการอักเสบลุลามมากขึ้น
นอกจากนั้นเท้าของผู้ป่วยยังมีปัญหาเป็นตาปลาขึ้นได้ง่ายในจุดที่ลงน้ำหนักของเท้า  ซึ่งเป็นการหนาตัวขึ้นของชั้นผิวหนังในบริเวณที่ถูกกดทับมากๆในขณะเดิน  การกดทับตาปลาอาจทำให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลายเป็นโพรงที่มีการติดเชื้อและอักเสบแล้วแตกออกเป็นแผล
1.2 ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อม  ทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆที่เท้าลีบลง  กล้ามเนื้อที่เท้าไม่อยู่ในสภาพสมดุล  เท้าของผู้ป่วยจึงผิดรูป  นิ้วเท้าจิกลงคล้ายกรงเล็บ  ทำให้จุดรับน้ำหนักผิดไป   มีโอกาสเกิดตาปลาหรือแผลเป็นได้ง่าย
1.3 ประสาทอัติโนมัติเสื่อม  ทำให้ระบบประสาทควบคุมเกี่ยวกับการหลั่งเหงื่อ  การหดและขยายตัวของหลอดเลือดเสียไป  ผิวหนังแห้ง  มีเหงื่ออกน้อย  และผิวหนังแตกได้ง่าย  โดยเฉพาะบริเวณที่มีการพับงอบ่อยๆ  เชื้อโรคอาจเข้าไปตามรอยแตกแล้วเกิดเป็นแผลลุกลามมากขึ้น  และยังทำให้เท้าบวม  รองเท้าจึงคับขึ้นและกดเท้าจนเป็นแผลได้

2. ความผิดปกติของหลอดเลือด

เนื่องจากเกิดภาวะเส้นเลือดตีบแข็งจนบางครั้งก็อุดตัน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดเลือดฝอย  ทำให้เกิดแผลที่เท้าขึ้นเองได้เนื่องจากเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง  ซึ่งจะพบมากที่ปลายนิ้วเท้าทั้งห้าหรือส้นเท้า  ในผู้ป่วยบางรายซึ่งเกิดแผลจากสาเหตุอื่น  เช่น  อุบัติเหตุ  ของมีคม  เล็บขบ  ยุงกัดและการเกา เป็นต้น  การรักษาแผลให้หายเป็นไปได้ยากขึ้น  ทั้งนี้เนื่องจากหลอดเลือดเลือดตีบไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ  ทำให้ไม่มีการสมานแผล  การตีบตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะที่เท้าเท่านั้น  ยังเกิดกับหลอดเลือดอื่นๆด้วย  เช่น หลอดเลือดหัวใจและสมอง  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้มีการตีบตันเร็วและมากขึ้นอีก  คือการสูบบุหรี่  ไขมันในเลือดสูง  และความดันโลหิตสูง เป็นต้น
หากเราเปรียบเทียบแผลเป็นสมรภูมิรบ  เส้นเลือดเป็นทางลำเลียงเสบียงและอาวุธไปสู่สมรภูมิ  ทางลำเลียงต้องปลอดโปร่งจึงจะสามารถส่งอาวุธหรือยาปฏิชีวนะไปกำจัดข้าศึก หรือฆ่าเชื้อโรคได้เต็มที่  เมื่อปราบข้าศึกได้หมดสิ้นแล้วก็ต้องทำการซ่อมแซมบ้านเมือง  ซึ่งก็ต้องอาศัยทางลำเลียงเดียวกันนี้ขนส่งวัสดุก่อสร้าง  เปรียบได้กับการสมานแผลที่ต้องการอาหารในปริมาณที่เพียงพอ

3. การติดเชื้อแทรกซ้อน

แผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีการติดเชื้อร่วมด้วยอยู่เสมอ  โดยเฉพาะการมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน  ทำให้การอักเสบลุกลามมากขึ้น  เกิดเส้นเลือดฝอยอุดตันทำให้เนื้อเยื่อที่ขาดเลือดส่งกลิ่นเหม็นเน่าได้  ยิ่งหากมีภาวะแทรกซ้อนทางประสาทและหลอดเลือดด้วยแล้ว  โอกาสที่จะรักษาให้หายยิ่งยากมากขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ผู้ป่วยต้องถูกตัดขา


GTF ช่วยคุณได้อย่างไร...? ...คลิก!!!


เชิญชมตัวอย่างผู้ใช้ GT&Fคนอื่นๆ...คลิก!!!

 

การรักษา


การรักษาแผลที่เท้าแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ
1.การรักษาเบื้องต้น    เมื่อเป็นแผลจากของมีคมหรือแผลขีดข่วน  ควรล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นและสบู่  เช็ดให้แห้งและใส่ยาฆ่าเชื้อ  เช่น เบตาดีนอย่างเจือจาง (น้ำยาเบตาดีน 1 ส่วนต่อน้ำเกลือนอร์มัล 3 ส่วน)  ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลที่แห้งและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว  ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรง และไม่ควรใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีสีติดผิวหนังซึ่งล้างออกยาก  ถ้าหากแผลบามแดงขึ้นมีน้ำเหลืองออกมา  แม้ว่าจะไม่มีความเจ็บปวดก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
ในบริเวณซอกนิ้วซึ่งอับชื้นอาจเกิดเชื้อราขึ้นได้  จึงควรหมั่นเช็ดให้แห้งและควรเปลี่ยนถุงเท้าบ่อยๆมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน  หรือไม่ใส่รองเท้าที่ปิดอับติดต่อกันนานๆ
บริเวณที่เป็นตาปลาควรได้รับการตัดออกอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อไม่ให้แข็งมากจนทำให้กดเนื้อใต้ผิวหนังเกิดเป็นเนื้อตาย  การตัดตาปลาต้องทำโดยผู้มีความชำนาญ  เช่น  แพทย์หรือพยาบาลเฉพาะทาง  นอกจากนี้อาจต้องทำรองเท้าพิเศษขึ้นเพื่อลดหรือเปลี่ยนจุดลงน้ำหนักของเท้าเพื่อไม่ให้เป็นแผล

2.การรักษาโดยแพทย์ 
ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของแผล  ซึ่งจะมีหลักการใหญ่ๆดังนี้
2.1 การทำแผล   หากมีหนองคั่งต้องเปิดแผลให้กว้างเพื่อระบายหนองออก  ตัดเนื้อเน่าหรือเนื้อตายออก
ล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาเบตาดีนเจือจาง  แล้วปิดแผลด้วยผ้ากอซชุบด้วยสารละลายข้างต้น  ควรทำแผล 2-4 ครั้งต่อวัน  และรักษาแผลให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
2.2 การใช้ยาปฏิชีวนะ   จะอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ว่าควรใช้ยาชนิดใดและให้ยาโดยการรับประทาน  หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือด  โดยแพทย์จะพิจารณาตามลักษณะและความรุนแรงของแผล
2.3 การหยุดพักบริเวณที่เป็นแผล  โดยหากเป็นจุดที่ลงน้ำหนักควรนอนพักเฉยๆ  พยายามเดินเท่าที่จำเป็น  หรือสวมรองเท้าที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ  เพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักในบริเวณที่เป็นแผล
2.4 การผ่าตัดหลอดเลือด  ในกรณีที่แผลนั้นมีการขาดเลือดเนื่องจากมีเส้นเลือดตีบแข็ง  ในขั้นแรกจะต้องวินิจฉัยโดยการฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดเพื่อดูว่าเส้นเลือดตีบตันหรือไม่  และจะสามารถผ่าตัดให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้นหรือไม่  ซึ่งในบางครั้งก็สามารถทำได้และได้ผลค่อนข้างดีถ้าหากอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่ชำนาญ  แต่อาการขาดเลือดซึ่งเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดฝอยนั้นไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขได้
2.5 การผ่าตัดเท้าทิ้ง 
จะทำต่อเมื่อไม่สามารถรักษาแผลด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้วให้ได้ผล  ระดับที่ผ่าตัดจะอยู่ใต้เข่าหรือเหนือเข่าขึ้นอยู่กับแผล  หลังการผ่าตัดแล้วสามารถประกอบขาเทียมได้  ทำให้ผู้ป่วยเดินและเคลื่อนใหวได้ดังเดิม จะเห็นได้ว่าการรักษาแผลที่เท้านั้นนอกจากทำให้เกิดผลเสียทางด้านจิตใจแล้วยังเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากตามมา  ดังนั้นการป้องกัน  และการรักษาให้ถูกต้องที่ต้นเหตุของการเกิดโรค  คือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  ระดับไขมันในเลือด และควบคุมความดันโลหิตให้ดี  จึงเป็นวิธีที่การที่สำคัญที่สุดที่สามารถลดโอกาสการเกิดแผลเรื้อรังจากเบาหวานได้ดีที่สุด 


การป้องกัน

    • ควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด
    • งดการสูบบุหรี่
    • ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
    • ควบคุมไขมันในเลือดไม่ให้สูงเกินปกติ
    • รักษาโรคความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคเกลือ
    • ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    การดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

    1.ควรแช่เท้าในน้ำอุ่นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง  ครั้งละ 15- 30 นาที เพื่อกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวเพื่อไปเลี้ยงปลายเท้า
    2.ควรใช้โลชั่นชนิดที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังทาเท้าทุกวัน  เพื่อทำให้เท้าชุ่มชื้นอยู่เป็นประจำ  ไม่ทำให้เกิดการแห้งแตก อันเป็นที่มาของแผลต่างๆ
    3.ควรสวมถุงเท้าเป็นประจำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่เท้า  และป้องกันแผลที่เกิดจากการขีดข่วนต่างๆ
    4.ควรหมั่นตรวจเท้าทุกวันเพื่อดูแลความสะอาด 
    และป้องกันการเกิดแผลที่เท้า

 
 

GTF ช่วยคุณได้อย่างไร...? ...คลิก!!!

 
 

เชิญชมตัวอย่างผู้ใช้ GT&Fคนอื่นๆ...คลิก!!!