สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์
GTF...คลิกที่นี่
home
whatGTF
ประวัติของนมผง GTF
composite
award
usefullness
GTF for
เปรียบเทียบวิธีการบำบัดโรคเบาหวานด้วย GTF
ความปลอดภัยต่อการบริโภค GTF
ตัวอย่างผู้ใช้ผลิตภัฑ์
วีดีโอตัวอย่างผู้ป่วย
การสั่งสินค้า
เกี่ยวกับเรา
เว็บบอร์ด
ได้รับรางวัลระดับสากล
ปี2002
Biotechnology and Medical
are Innovation

เว็บเพื่อนบ้าน


ข้อมูลไรน้ำนางฟ้า
thairachashrimp.com

samud.com
paulroom.com
saismon.com
vdotime.com
108link.com
google.com
gmail.com
msn.com
hotmail.com

sanook.com

pantip.com
yodtip.com
 
 

 

โรคเบาหวานกับโรคไต

ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะเป็นผลเสียต่ออวัยวะในร่างกายรวมทั้งไต โรคเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไตเสื่อมหรือไตวายมากที่สุด ผู้ป่วยช่วงแรกจะไม่มีอาการอะไรเลยจนกระทั้งไตเสื่อมมากจึงจะเกิดอาการของไตวาย โรคเบาหวานทำให้ไตมีการทำงานมากขึ้นในที่สุดก็จะมีการสูญเสียสารอาหาร และโปรตีนในปัสสาวะ
เบาหวานเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคไตวายเรื้อรังเนื่องจาก ผู้ป่วยเบาหวานมีชีวิตยาวขึ้น มีอุบัติการณ์ของเบาหวานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะชนิดที่สอง ร้อยละ20-30 ของผู้ป่วยเบาหวานพบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะ แต่มีเพียงร้อยละ 20ที่จะกลายเป็นโรคไต  ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่งถ้ามี ใข่ขาวในปัสสาวะ แล้วไม่ได้รักษาร้อยละ 50 จะเป็นโรคไตวายเรื้อรังใน 10 ปี มากกว่าร้อยละ 75ในเวลา 20 ปี 

โดยโรคเบาหวานเกี่ยวข้องกับเบาหวานใน 3 สาเหตุคือ

1.การเป็นเบาหวานทำให้เซลล์ต่างๆรวมทั้งเซลล์ของไตขาดพลังงานอยู่ตลอดเวลา  จึงทำให้เซลล์เสื่อมสภาพการทำงานต่างๆก็ทำได้ไม่ดีดังเดิม  ทำให้กลไกของไตเสื่อมไปด้วย

2.การที่ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอยู่ตลอดจะทำให้ไตทำงานหนักอยู่ตลอดจนเกิดการเสื่อมสภาพ  เพราะไตมีหน้าที่กรองสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้คงไว้ในร่างกายให้มากที่สุด  และน้ำตาลก็เป็นสารอาหารที่ดีดังนั้นไตจึงต้องทำงานหนักอยู่ตลอดหากน้ำตาลในเลือดสูง

3.การที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องใช้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และรักษาอาการแทรกซ้อนต่างๆอยู่ตลอดทุกวัน  ไตซึ่งมีหน้าที่กำจัดของเสียต่างๆ
รวมทั้งยาที่หมดสภาพ  ก็ต้องทำงานหนักอยู่ทุกวัน จึงทำให้ไตล้า และเสื่อมสภาพได้เช่นเดียวกัน

GTF ช่วยคุณได้อย่างไร...? ...คลิก!!!


เชิญชมตัวอย่างผู้ใช้ GT&Fคนอื่นๆ...คลิก!!!


เบาหวานลงไต

ไตเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายถั่ว  มี 2 ข้าง อยู่ทางด้านหลังนอกช่องท้อง  และมีหน้าที่ 2 ประการใหญ่ๆคือ

  1. ควบคุมระดับเกลือแร่ต่างๆให้เป็นปกติ และขับของเสียออกจากร่างกายทางปัสสาวะ
  2. สร้างฮอร์โมนและสารต่างๆ  ฮอร์โมนที่สำคัญคือเออริโทรพอยเอติน  ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นไขสันหลังให้สร้างเม็ดเลือดแดง

ไตแต่ละข้างประกอบด้วยหน่วยไตประมาณ 1 ล้านหน่วย  แต่ละหน่วยประกอบด้วยตัวกรองและหลอดไต
ในแต่ละวันมีเลือดไหลเวียนผ่านไตประมาณ 180 ลิตร  และหน่วยไตจะกรองและคัดหลั่งสารต่างๆ และขับออกมาเป็นปัสสาวะวันละประมาณ 1 ลิตร

คนเราสามารถมีชีวิตโดยปกติได้โดยอาศัยไตเพียงข้างเดียว  ภาวะไตวายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความผิดปกติในการทำงานของไตทั้งสองข้าง  โดยสามารถแบ่งเป็น 2 แบบคือ
1.ไตวายเฉียบพลัน
คือเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาหนึ่งแต่เมื่อแก้ไขที่ต้นเหตุได้อาการนี้ก็หายไปได้  สาเหตุเกิดจากภาวะที่เลือดหรือสารน้ำไปเลี้ยงไตลดลง  การได้รับยาหรือสารพิษที่เป็นพิษต่อไต
2.ไตวายเรื้อรัง  ถึงแม้จะทำการแก้ไขที่ต้นเหตุแล้วก็จะยังมีการเสื่อมของไตมากขึ้นไปเรื่อยๆ  จนนำไปสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด  โดยสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ โรคเบาหวาน  การอักเสบเรื้อรังของตัวกรองของไตหรือหลอดไต  โรคไตจากความดันโลหิตสูง  การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ(จากนิ่ว ต่อมลูกหมาก)  โรคถุงน้ำโป่งพองในไตแต่กำเนิด  โรคเกาต์  โรคไตซึ่งเกิดจาการรับประทานยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานาน และโรคเอสแอลอี
โดยการตรวจสอบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ไตหรือไม่สามารถตรวจสอบได้จากตัวชี้วัด 2 ตัว  คือ
1.ค่าปริมาณยูเรียไนโตรเจนในเลือด หรือ BUN (Blood urea nitrogen) โดยค่านี้แสดงถึงระดับของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและคั่งค้างในกระแสเลือด  ค่าปกติคือ 10-20 มิลลิกรัม/เดซิลิตร  ดังนั้นหากไตทำงานได้แย่ลงก็จะทำให้ค่า BUN มีค่าเพิ่มขึ้น
2.ค่าปริมาณสารครีเอตินีน  ซึ่งแสดงการทำงานของไต  ถ้าการทำงานของไตลดลงค่าครีเอตินีนจะสูงขึ้น
กล่าวโดยรวมหากการทำงานของไตแย่ลงตัวชี้วัดทั้งสองจะมีค่าสูงขึ้น  แต่ค่าครีเอตินีนนั้นจะบอกการทำงานของไตได้เด่นชัดกว่าค่า BUN                               

การดำเนินไปของโรคไตจากเบาหวาน


โดยปัจจุบันเบาหวานเป็นสาเหตุหลักในการเกิดภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย  โดยมีการส่งผลต่อไตเป็น 5 ระยะดังนี้
ระยะที่ 1. เกิดขึ้นทันทีเมื่อเริ่มเป็นเบาหวาน  เป็นระยะที่ไตมีขนาดใหญ่ขึ้น เลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น แต่ยังไม่มีอาการแสดงของโรคในระยะนี้
ระยะที่ 2. เกิดภายหลังจากเป็นเบาหวานแล้วประมาณ 2 ปี  โดยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่ตัวกรองไต  แต่ก็ยังไม่แสดงอาการ
ระยะที่ 3. เกิดภายหลังจากเป็นเบาหวานแล้ว 10-15 ปี โดยอาการที่พบคือเริ่มตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อย  และมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี  โดยหากมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยจะยิ่งทำให้เกิดการเสื่อมของไตเร็วขึ้น
ระยะที่ 4. เกิดหลังจากเป็นเบาหวานนาน 15-20 ปี  เริ่มตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 0.5 กรัมต่อวัน  และพบการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องโดยจะมีอัตราการเสื่อมเร็วกว่าคนปกติถึง 10 เท่า  และหากไตทำงานได้เพียงร้อยละ  20 ของภาวะปกติ  จะมีของเสียคั่งค้างมากจนทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น  เบื่ออาหาร  คลื่นใส้  อาเจียน  ไม่มีแรง  รู้สึกหนาวง่าย  และจะมีอาการเหล่านี้มากขึ้นหากผู้ป่วยมีอาการซีดเนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงต่ำลง
ระยะที่ 5. เป็นไตวายระยะสุดท้าย  การทำงานของไตลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ของภาวะปกติ  มีของเสียคั่งอยู่ในร่างกายจำนวนมาก  ปัสสาวะลดลงจนเกือบไม่มี  ผู้ป่วยอาจซึมจนไม่รู้สึกตัว  และเสียชีวิตในเวลาไม่นานหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่นการล้างไต

การตรวจสอบความเสื่อมของไตว่าอยู่ในระยะใด


-ในอันดับแรกสามารถประมาณได้จากระยะเวลาที่ป่วย  แต่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบแน่ชัดว่าตัวเองเริ่มป่วยมานานแค่ไหนเพราะไม่มีการตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่ทราบระยะเวลาที่แน่นอน
- อาการที่แสดงว่าไตเสื่อมอยู่ในระยะที่ 3 แล้วจะทราบได้โดยการตรวจปัสสาวะ  โดยจะเริ่มแสดงอาการด้วยการมีโปรตีนแอลบูมินรั่วออกมาทางปัสสาวะในปริมาณน้อย  โดยต้องตรวจด้วยวิธีพิเศษเรียกภาวะนี้ว่า ไมโครแอลบูมินยูเรีย
-เมื่อเริ่มเข้าสู่ไตเสื่อมระยะที่ 4 จะมีโปรตีนรั่วออกมามากขึ้นจนสามารถตรวจพบโดยวิธีปกติ  หากมีการเสื่อมมากขึ้นจนไตทำงานได้น้อยกว่าร้อยละ 50 ของภาวะปกติ  จะสามารถตรวจพบได้อย่างชัดเจนจากค่า BUNและค่าครีเอตินีน ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมในระยะที่ 4 และ 5 ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อสังเกตการณ์ทำงานของไตเป็นระยะๆ

 

การรักษา


การรักษาอาการเสื่อมของไตนั้นมีปัจจัยที่ต้องคำนึงหลายอย่างดังนี้
1.การควบคุมเบาหวานโดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติโดยเคร่งครัดนั้น  มีความความสำคัญต่อการรักษาในเกือบทุกระยะ  เพราะหากควบคุมระดับน้ำตาลให้ต่ำอยู่ตลอดไตก็จะทำงานน้อยลงโอกาสเสื่อมก็ลดลง
2.การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก็เป็นตัวช่วยชะลออาการเสื่อมของไตช้าลงได้  เหตุผลก็เช่นเดียวกับข้อ 1. คือทำให้ไตทำงานน้อยลง
3.การควบคุมปริมาณโปรตีนที่รับประทานในแต่ละวัน  เพราะปริมาณโปรตีนที่สูงจะทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ไตมากขึ้นทำให้ไตทำงานหนัก  และปริมาณโปรตีนยังก่อให้เกิดการคั่งของยูเรียในเลือดมากขึ้น  ทำให้เกิดอาการคลื่นใส้  อาเจียน  ทำให้ไตที่เสื่อมอยู่แล้วมีการเสื่อมมากขึ้น   โดยผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตควรรับประทานโปรตีนต่ำกว่าคนปกติ  และผู้ป่วยที่มีอาการไตเสื่อมควรรับประทานโปรตีนในขนาดไม่เกิน 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ผู้ป่วยไตเสื่อมระยะที่ 4 มักมีอาการซีดจากการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง  จึงควรเสริมด้วยธาตุเหล็กและกรดโฟลิค  การให้ธาตุเหล็กโดยการรับประทานมักไม่เพียงพอ  เนื่องจากการดูดซึมทางลำไส้ของผู้ป่วยมักผิดปกติ  ทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อย  อาจจำเป็นต้องให้ธาตุเหล็กทางเส้นเลือด  และมักต้องให้ฮอร์โมนเออริโทรพอยเอตินร่วมด้วยเสมอ
สำหรับการรักษาโรคไตวายระยะสุดท้ายนั้นหากเปรียบร่างกายคนเราเป็นเหมือนเรือทั้งลำ  ไตเป็นส่วนท้องเรือ  เมื่อนำเรือลำนี้ไปลอยในสระน้ำซึ่งเป็นน้ำเน่าเสีย  ร่างกายคนที่ไตทำงานปกติเปรียบเสมือนเรือที่ท้องไม่มีรูรั่ว  น้ำเน่าก็จะไม่สามารถซึมเข้ามาในตัวเรือ  เมื่อไตเริ่มทำงานผิดปกติจึงเริ่มมีของเสียคั่งในร่างกาย  เปรียบเหมือนท้องเรือที่มีรูรั่วทำให้มีน้ำเน่าเสียรั่วเข้ามาขังอยู่ในเรือ  ในระยะนี้สามารถใช้ขันตักน้ำเน่าเสียออกจากเรือได้ทัน  ทำให้เรือไม่จม  เปรียบเหมือนการให้ยารับประทานที่สามารถแก้ไขสิ่งทีเกิดจากไตวายเรื้อรังที่มีความรุนแรงไม่มากได้

         แต่เมื่อไตมีการเสื่อมสภาพมากขึ้นเหมือนกับท้องเรือมีรูรั่วขนาดใหญ่ขึ้น  มีปริมาณน้ำเน่าเสียไหลเข้ามามากขึ้น  ไม่สามารถใช้ขันตักน้ำออกได้ทัน  จำเป็นต้องใช้เครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำเน่าเสียออกไป   คือต้องรักษาโดยการฟอกเลือดหรือล้างไตทางเส้นเลือดโดยอาศัยเครื่องไตเทียม  หรือล้างไตทางหน้าท้อง  โดยการรักษาทั้งสองแบบ
ไม่ได้เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ   แต่การรักษาที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนไต  หรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไตซึ่งควรทำกับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเท่านั้น
ดังนั้นหากผู้ป่วยทั้งหลายรู้แล้วอย่างนี้  ควรเร่งป้องกันการลุกลามของไตวายให้เร็วที่สุดไว้ดีกว่า  อย่ารอจนเกิดไตวายลุกลามไปเรื่อยๆเลยนะครับ  เพราะนั่นหมายถึงอาจจะสายเกินแก้

การป้องกัน

1.ควบคุมการควบคุมน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด
2. การตรวจหาปริมาณไข่ขาวในปัสสาวะ
  • เบาหวานชนิดที่1 ให้ตรวจหาปริมาณไข่ขาวเมื่อเป็นเบาหวานแล้ว 5 ปี
  • เบาหวานชนิดที่2 ให้ตรวจหาปริมาณไข่ขาวเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน

3.การคุมความดันโลหิตสูงให้ต่ำกว่า 130/85 mmHg
4.การควบคุมอาหารโปรตีนต่อการเปลี่ยนแปลงโรคไต ถ้าไตยังเสื่อมไม่มากให้รับประทานโปรตีน 0.8 ก/กม/วัน ถ้าไตเสื่อมมากขึ้นให้ลดเหลือ 0.6 ก/กม/วันซึ่งจะชะลอ การเสื่อมของไต
5.การรักษาการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบ  การเลือกยาปฏิชีวนะต้องระวังอย่าให้มีผลกระทบต่อไต

GTF ช่วยคุณได้อย่างไร...? ...คลิก!!!


เชิญชมตัวอย่างผู้ใช้ GT&Fคนอื่นๆ...คลิก!!!