สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์
GTF...คลิกที่นี่
home
whatGTF
ประวัติของนมผง GTF
composite
award
usefullness
GTF for
เปรียบเทียบวิธีการบำบัดโรคเบาหวานด้วย GTF
ความปลอดภัยต่อการบริโภค GTF
ตัวอย่างผู้ใช้ผลิตภัฑ์
วีดีโอตัวอย่างผู้ป่วย
การสั่งสินค้า
เกี่ยวกับเรา
เว็บบอร์ด
ได้รับรางวัลระดับสากล
ปี2002
Biotechnology and Medical
are Innovation

เว็บเพื่อนบ้าน


ข้อมูลไรน้ำนางฟ้า
thairachashrimp.com

samud.com
paulroom.com
saismon.com
vdotime.com
108link.com
google.com
gmail.com
msn.com
hotmail.com

sanook.com

pantip.com
yodtip.com
 
 

 

ห้วข้อต่างๆ ของโรคเบาหวาน
     
อาการโรคเบาหวาน   โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน
     
แก้ไขระดับน้ำตาลในเลือดสูง   ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
     
ภาวะฉุกเฉินเลือดเป็นกรด   โรคเบาหวานกับแผลเรื้อรัง
     
โรคเบาหวานกับปรายประสาทอักเสบ   โรคเบาหวานกับโรคหัวใจ
     
โรคเบาหวานกับโรคตา   โรคเบาหวานกับโรคไต
     

GTF คือ อะไร ...คลิก!!!

เชิญชมตัวอย่างผู้ใช้ GT&Fคนอื่นๆ...คลิก!!!


เบาหวานคืออะไร

เบาหวาน  คือภาวะที่ร่างกายเกิดความผิดปกติเนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง 
เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลซึ่งได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป 
ไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์ได้ตามปกติร่างกายของคนเราจำเป็นต้องใช้พลังงาน
ในการดำรงชีวิต  พลังงานเหล่านี้ได้จากอาหารต่างๆที่รับประทานเข้าไป 
โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งซึ่งถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสใน
กระเพาะอาหาร  และถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อส่งผ่านไปเลี้ยง
เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย  แต่การที่ร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน
ได้นั้นมีความจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลักๆ 2 ชนิด  ได้แก่
1.ฮอร์โมนจากตับอ่อนชื่อ อินซูลินซึ่งมีหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่
เซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆ  2.สารที่ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน
(สาร GTF) หากในร่างกายของเรามีปริมาณสาร GTF น้อยกว่าปกติจะทำให้
ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดน้อยลงไปด้วย  ดังนั้นหากกลไกทั้ง 2 อย่าง
  หรืออย่างใดอย่างหนึ่งทำงานบกพร่อง  จะทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์
ได้ตามปกติ  และทำให้น้ำตาลเหลือตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ 
(ในคนปกติ ก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือดประมาณ
70-99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร  และหลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง 
ระดับน้ำตาลจะไม่เกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร  หรือมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ )
เมื่อในเลือดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก  ไตจะกรองน้ำตาลออกมากับน้ำปัสสาวะ
ทำให้ปัสสาวะมีรสหวานโดยคนโบราณเรียกอาการปัสสาวะว่า  เบา จึงเรียกภาวะนี้ว่า
“ เบาหวาน”  มาจนปัจจุบัน  สำหรับผู้ป่วยที่คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี
หรือผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมากนัก( 140 – 180 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)
อาจตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะก็ได้  เพราะไตของเรามีความสามารถ
ในการกั้นน้ำตาลได้ระดับหนึ่ง  คือประมาณ 180 – 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  
ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือไม่จึงควรตรวจ
ระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อเป็นการป้องกันอาการแทรกซ้อน
จากเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ

GTF คือ อะไร ...คลิก!!!


การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือไม่

       การวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นเบาหวานหรือไม่นั้นจะพิจารณาจาก
ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเกณฑ์   โดยก่อนการตรวจจะต้องเตรียมตัว
ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 คืน  กล่าวคือหลังเที่ยงคืนต้องไม่รับประทานอะไรเลย
นอกจากน้ำเปล่า หลังจากนั้นเมื่อทำการวัดระดับน้ำตาลในเลือดก่อน
รับประทานอาหารเช้าได้มากกว่า 140 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  2 ครั้ง 
หรือหากพบน้ำตาลในเลือดไม่ว่าเวลาใดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์  เพียงครั้งเดียวร่วมกับมีอาการ เช่น  ปัสสาวะบ่อย  คอแห้ง 
กระหายน้ำ  กินจุ  น้ำหนักลด ฯลฯ  ให้ถือว่าเป็นเบาหวานได้เลยแต่ในปัจจุบัน
สมาคมทางการแพทย์ของบางประเทศ มีความเห็นว่าบุคคลบางกลุ่ม
ที่แม้ระดับน้ำตาลไม่สูงมากแต่ก็มีโรคแทรกซ้อนเช่นเดียวกับผู้ที่ได้
รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน  จึงให้ความเห็นว่า

  1. การมีระดับน้ำตาลในเลือด 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก่อนอาหารเช้า  หรือ
  2. ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหารมีค่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
    และหากมีอาการของเบาหวานร่วมด้วยให้ถือว่าเป็นเบาหวานได้เลย
โรคเบาหวานมีกี่ประเภท

โรคเบาหวานนั้นถึงแม้จะพบมากในคนอ้วนและผู้สูงอายุ  แต่จริงๆแล้วยังสามารถพบได้กับคนทุกวัย  ถึงแม้จะมีน้ำหนักไม่เกินมาตรฐานก็ตาม  โดยเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ

         1.โรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน
( บางที่อาจเรียกว่าเบาหวาน ชนิดที่ 1 )
มักเกิดกับคนที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี และมีน้ำหนักตัวน้อยหรือผอม 
สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายเสื่อมสภาพ จนทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้
น้อยกว่าปกติ หรือไม่สามารถผลิตได้เลยจึงทำให้ไม่มีตัวช่วยทำให้น้ำตาล
ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ ดังนั้นจึงต้องทำการทดแทนอินซูลินเข้าสู่ร่างกายโดย
การฉีดหรืออาจในรับประทานในรูปของอินซูลินเม็ดอาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ 
หากมีอาการหนัก จะทำให้น้ำตาลค้างในกระแสเลือดมากกว่า 180 มิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์ทำให้ปัสสาวะมากและบ่อยครั้ง ปวดท้อง อาเจียน และอาจเกิด
ภาวะกรดคีโตน คั่งในเลือดทำให้มีอาการลมหายใจมีกลิ่นหอมของสารคีโตน
ปนออกมาด้วย  และอาการจะหนักมากขึ้นถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้
โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ ไม่ควรลดสัดส่วนการรับประทานลง
แต่ควรฉีดอินซูลินในปริมาณที่แพทย์ แนะนำ
เพราะเป็นปริมาณที่พอเหมาะกับอาหารในแต่ละวัน  แต่หากปริมาณอาหาร
และอินซูลินไม่สมดุลกันจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน  จนทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติจนสร้างปัญหาได้
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 10 % ชองจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด

          2.โรคเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
(บางทีเรียกว่าเบาหวาน ชนิดที่ 2 )
มักเกิดกับผู้ที่อ้วนและมีอายุ 40 ปี ขึ้นไปโดยสาเหตุเกิดจากการที่ร่างกาย
เสื่อมสภาพมากขึ้นจนไม่สามารถผลิตสารที่กระตุ้นการทำงาน
ของฮอร์โมนอินซูลิน ( สาร GTF ) ได้ตามปกติ
ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดน้อยลงกว่าปกติ
โดยที่การผลิตอินซูลินของร่างกายอาจจะผลิตได้น้อยลง หรือยังสามารถผลิตได้
ในปริมาณที่เป็นปกติผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มักจะมีอาการไม่รุนแรงเท่ากับผู้ป่วย
เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในเพศหญิงมากกว่าชาย และส่วนมากผู้ป่วยมาพบ
ว่าตัวเองป่วย ก็ต่อเมื่อมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงแล้วเพราะว่าอาการ
ค่อยเป็นค่อยไปหลายปีจนแสดงออกมากในที่สุดผู้ป่วยเบาหวานชนิดน
ี้เมื่อเกิดอาการติดเชื้อหรือป่วย  จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
แต่ตับกลับผลิตน้ำตาลออกมากจากการสลายตัวของโปรตีน
ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง  ทำให้ร่างกายเกิดภาวะโคม่าได้

GTF คือ อะไร ...คลิก!!!



มีวิธีการรักษาเบาหวานให้หายขาดได้หรือไม่

และจะควบคุมเบาหวานได้อย่างไร
      
เนื่องจากโรคเบาหวานนั้นเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายของเราเสื่อมสภาพ 
จนกลไกการทำงานของร่างกายทำงานผิดปกติไป  และไม่มียาชนิดใดที่รักษาอาการ
เสื่อมสภาพนี้ได้   เราจึงไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้
แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถรักษาเบาหวานให้หายขาดได้ก็จริง
แต่เราก็พอจะมีวิธีควบคุมอาการเบาหวาน ไม่ให้รุนแรงมากๆได้
โดยวิธีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติให้มากที่สุด  ทั้งนี้การที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ดีนั้นมีหลายวิธีด้วยกันคือ
1.การควบคุมปริมาณอาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
2.การออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้มีการเผาผลาญน้ำตาลบางส่วน 
และกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง  เพื่อที่กลไกต่างๆจะสามารถทำงานได้ยาวนานที่สุด
3.การได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
4.ในผู้ป่วยบางรายมีความจำเป็นต้องใช้ยาควบคู่ไปด้วย

***** และในปัจจุบันนี้เราสามารถใช้สารอาหาร GTF มาช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้  ทำให้ลดความยุ่งยากในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดลงไปได้อย่างมาก  *****

อาการโรคเบาหวาน

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.%
หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.%
ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร แต่คนเป็นเบาหวานมักจะพบอาการต่างๆดังนี้

-เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ

-หิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ

-อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้
จึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันในร่างกายออกมา

-หิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ


ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่สองพบมากและมักจะวินิจฉัยไม่ได้ในระยะแรกด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน 
ผู้ที่เสียงต่อการเป็นโรคเบาหวานสมควรได้รับการเจาะเลือดตรวจตรวจหาเบาหวาน ได้แก่
-ผู้ที่ประวัติครอบครัวพ่อแม่ พี่ หรือ น้อง เป็นเบาหวาน
-อ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่า 23 หรือน้ำหนักเกิน 20 %
-อายุมากกว่า 45ปี
-ผู้ที่ตรวจพบ IFG หรือ IGT
-ความดันโลหิตสูงมากกว่า 140/90 mmHg
-ระดับไขมัน HDL น้อยกว่า35 มก%และหรือ TG มากกว่า 250 มก.%
-ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
-มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม


การป้องกันโรคเบาหวาน

การป้องกันโรคเบาหวาน สามารถทำได้ โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
โดยให้ลดน้ำหนักลง 5-8% ลดปริมาณไขมันที่รับประทานลงเหลือไม่เกิน 30%
ลดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 10% เพิ่มอาหารที่มีใยอาหารมากกว่า 15 กรัม/วัน
ออกกำลังกายมากกว่า 150 นาที/สัปดาห์ ซึ่งสามารถลดอัตราการเกิดเบาหวานลงได้ร้อยละ 58
โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งมีวิธีปฏิบัติได้ 2 แนวทางดังนี้

1.ลดน้ำหนักลงให้ได้ 5-7 %จากน้ำหนักเบื้องต้นโดยเฉพาะผู้ที่อ้วน
(ดัชนีมวลกายมากกว่า 23 สำหรับชาวเอเชีย)
2.ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์โดยการเดินเร็วๆและแกว่งแขนแรง
โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นสามารถลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานได้ถึง 58%
ขณะที่ใช้ยาลดได้เพียง36%และการเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ
และหลอดเลือดในขณะที่การใช้ยายังไม่มีรายงานดังกล่าว นอกจากนั้นการใช้ยาต้องใช้
ต่อเนื่องซึ่งอาจจะเกิดผลข้างเคียงของยาในอนาคต เช่นทำให้เกิดโรคไตได้

GTF คือ อะไร ...คลิก!!!