เบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายเกิดความผิดปกติเนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลซึ่งได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป
ไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์ได้ตามปกติร่างกายของคนเราจำเป็นต้องใช้พลังงาน
ในการดำรงชีวิต พลังงานเหล่านี้ได้จากอาหารต่างๆที่รับประทานเข้าไป
โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งซึ่งถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสใน
กระเพาะอาหาร และถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อส่งผ่านไปเลี้ยง
เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย แต่การที่ร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน
ได้นั้นมีความจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลักๆ 2 ชนิด ได้แก่
1.ฮอร์โมนจากตับอ่อนชื่อ อินซูลินซึ่งมีหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่
เซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆ 2.สารที่ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน
(สาร GTF) หากในร่างกายของเรามีปริมาณสาร GTF น้อยกว่าปกติจะทำให้
ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้นหากกลไกทั้ง 2 อย่าง
หรืออย่างใดอย่างหนึ่งทำงานบกพร่อง จะทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์
ได้ตามปกติ และทำให้น้ำตาลเหลือตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ
(ในคนปกติ ก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือดประมาณ
70-99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และหลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง
ระดับน้ำตาลจะไม่เกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ )
เมื่อในเลือดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ไตจะกรองน้ำตาลออกมากับน้ำปัสสาวะ
ทำให้ปัสสาวะมีรสหวานโดยคนโบราณเรียกอาการปัสสาวะว่า เบา จึงเรียกภาวะนี้ว่า
เบาหวาน มาจนปัจจุบัน สำหรับผู้ป่วยที่คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี
หรือผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมากนัก( 140 180 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)
อาจตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะก็ได้ เพราะไตของเรามีความสามารถ
ในการกั้นน้ำตาลได้ระดับหนึ่ง คือประมาณ 180 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือไม่จึงควรตรวจ
ระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันอาการแทรกซ้อน
จากเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ
| การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ |
การวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นเบาหวานหรือไม่นั้นจะพิจารณาจาก
ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเกณฑ์ โดยก่อนการตรวจจะต้องเตรียมตัว
ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 คืน กล่าวคือหลังเที่ยงคืนต้องไม่รับประทานอะไรเลย
นอกจากน้ำเปล่า หลังจากนั้นเมื่อทำการวัดระดับน้ำตาลในเลือดก่อน
รับประทานอาหารเช้าได้มากกว่า 140 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 2 ครั้ง
หรือหากพบน้ำตาลในเลือดไม่ว่าเวลาใดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์ เพียงครั้งเดียวร่วมกับมีอาการ เช่น ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง
กระหายน้ำ กินจุ น้ำหนักลด ฯลฯ ให้ถือว่าเป็นเบาหวานได้เลยแต่ในปัจจุบัน
สมาคมทางการแพทย์ของบางประเทศ มีความเห็นว่าบุคคลบางกลุ่ม
ที่แม้ระดับน้ำตาลไม่สูงมากแต่ก็มีโรคแทรกซ้อนเช่นเดียวกับผู้ที่ได้
รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน จึงให้ความเห็นว่า
- การมีระดับน้ำตาลในเลือด 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก่อนอาหารเช้า หรือ
- ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหารมีค่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
และหากมีอาการของเบาหวานร่วมด้วยให้ถือว่าเป็นเบาหวานได้เลย
โรคเบาหวานนั้นถึงแม้จะพบมากในคนอ้วนและผู้สูงอายุ แต่จริงๆแล้วยังสามารถพบได้กับคนทุกวัย ถึงแม้จะมีน้ำหนักไม่เกินมาตรฐานก็ตาม โดยเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ
1.โรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน
( บางที่อาจเรียกว่าเบาหวาน
ชนิดที่ 1 )
มักเกิดกับคนที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี และมีน้ำหนักตัวน้อยหรือผอม
สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายเสื่อมสภาพ จนทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้
น้อยกว่าปกติ หรือไม่สามารถผลิตได้เลยจึงทำให้ไม่มีตัวช่วยทำให้น้ำตาล
ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ ดังนั้นจึงต้องทำการทดแทนอินซูลินเข้าสู่ร่างกายโดย
การฉีดหรืออาจในรับประทานในรูปของอินซูลินเม็ดอาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้
หากมีอาการหนัก จะทำให้น้ำตาลค้างในกระแสเลือดมากกว่า 180 มิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์ทำให้ปัสสาวะมากและบ่อยครั้ง ปวดท้อง อาเจียน และอาจเกิด
ภาวะกรดคีโตน
คั่งในเลือดทำให้มีอาการลมหายใจมีกลิ่นหอมของสารคีโตน
ปนออกมาด้วย
และอาการจะหนักมากขึ้นถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้
โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้
ไม่ควรลดสัดส่วนการรับประทานลง
แต่ควรฉีดอินซูลินในปริมาณที่แพทย์
แนะนำ
เพราะเป็นปริมาณที่พอเหมาะกับอาหารในแต่ละวัน แต่หากปริมาณอาหาร
และอินซูลินไม่สมดุลกันจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน จนทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติจนสร้างปัญหาได้
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 10 % ชองจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด
2.โรคเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
(บางทีเรียกว่าเบาหวาน
ชนิดที่ 2 )
มักเกิดกับผู้ที่อ้วนและมีอายุ 40 ปี ขึ้นไปโดยสาเหตุเกิดจากการที่ร่างกาย
เสื่อมสภาพมากขึ้นจนไม่สามารถผลิตสารที่กระตุ้นการทำงาน
ของฮอร์โมนอินซูลิน ( สาร GTF ) ได้ตามปกติ
ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดน้อยลงกว่าปกติ
โดยที่การผลิตอินซูลินของร่างกายอาจจะผลิตได้น้อยลง หรือยังสามารถผลิตได้
ในปริมาณที่เป็นปกติผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มักจะมีอาการไม่รุนแรงเท่ากับผู้ป่วย
เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในเพศหญิงมากกว่าชาย และส่วนมากผู้ป่วยมาพบ
ว่าตัวเองป่วย
ก็ต่อเมื่อมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงแล้วเพราะว่าอาการ
ค่อยเป็นค่อยไปหลายปีจนแสดงออกมากในที่สุดผู้ป่วยเบาหวานชนิดน
ี้เมื่อเกิดอาการติดเชื้อหรือป่วย จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
แต่ตับกลับผลิตน้ำตาลออกมากจากการสลายตัวของโปรตีน
ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะโคม่าได้
| มีวิธีการรักษาเบาหวานให้หายขาดได้หรือไม่ |
และจะควบคุมเบาหวานได้อย่างไร
เนื่องจากโรคเบาหวานนั้นเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายของเราเสื่อมสภาพ
จนกลไกการทำงานของร่างกายทำงานผิดปกติไป และไม่มียาชนิดใดที่รักษาอาการ
เสื่อมสภาพนี้ได้ เราจึงไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้
แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถรักษาเบาหวานให้หายขาดได้ก็จริง
แต่เราก็พอจะมีวิธีควบคุมอาการเบาหวาน
ไม่ให้รุนแรงมากๆได้
โดยวิธีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติให้มากที่สุด ทั้งนี้การที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ดีนั้นมีหลายวิธีด้วยกันคือ
1.การควบคุมปริมาณอาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
2.การออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้มีการเผาผลาญน้ำตาลบางส่วน
และกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อที่กลไกต่างๆจะสามารถทำงานได้ยาวนานที่สุด
3.การได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
4.ในผู้ป่วยบางรายมีความจำเป็นต้องใช้ยาควบคู่ไปด้วย
***** และในปัจจุบันนี้เราสามารถใช้สารอาหาร GTF มาช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทำให้ลดความยุ่งยากในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดลงไปได้อย่างมาก ***** |