วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่สุขภาพดีทั่วไป
แพทย์แนะนำให้ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 20 60
นาทีโดยให้ได้ระดับ
ร้อยละ 50-60ของอัตราการใช้
ออกซิเจนสูงสุดอย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องควบคุม
โรคเบาหวานและการใช้ยาโดยเฉพาะอินซูลินให้ดี
ก่อนออกกำลังกายปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งคือ ผู้ป่วยต้อง
เข้าใจการปรับเปลี่ยนการใช้ยาหรืออินซูลินของ
ตนเอง รวมทั้งสามารถวัดระดับน้ำตาลในเลือดของ
ตนเองได้หากต้องการออกกำลังกายหนักๆโดยควร
ออกกำลังกายในช่วงเวลา
15.00 น. - 17.00 น.
หลังรับประทานอาหารว่างประมาณ
30 -60 นาที
สัปดาห์ละ 3- 5 ครั้ง..
วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ควรดำเนินกิจกรรมแบบต่อ
เนื่องในระดับเหนื่อยปานกลางอย่าง น้อย 30 นาทีต่อ
วัน ซึ่งหากทำต่อเนื่อง 4-6 เดือนจะส่งผลดีช่วยลด
ความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนต่างๆได้บ้าง
ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยทั้ง 2 ชนิด หากระดับน้ำตาลใน
เลือดอยู่ ระหว่าง
200- 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ควรต้องออกกำลังกายภายใต้การดูแลของแพทย์
และหากมากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ไม่ควร
ออกกำลังกายเพราะอาจเกิดอันตรายจากภาวะเลือด
เป็นกรดสำหรับผู้ป่วยชนิดที่ 1 ได้และสำหรับผู้ป่วย
ที่ควบคุมโรคได้ดีอยู่แล้วก็ควรไม่ออกกำลังกายมาก
เกินไปเพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
้ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในท่าที่กระทบ
กระแทกเท้ามากเกินไปและหากมอาการผิดปกติ
เช่น แน่นหน้าอก
หิว เหงื่อออก ตาพร่ามัว
และเหนื่อยมากผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยเร็ว |
คุณสมบัติตามธรรมชาติของสาร GTF ซึ่งทำในสิ่งต่างๆ ดังนี้

1.ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1
จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ที่ผลิตอินซูลินกลับมาทำงานได้
จึงช่วยให้ปัญหาการขาดอินซูลินลดลง
จึงทำให้สามารถควบคุม
น้ำตาลในเลือดได้อีกครั้ง
2.ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
จะช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินให้มีประสิทธิภาพดังเดิม
จึงทำให้ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้
3.ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะไขมัน
เข้าไปเผาผลาญในเซลล์ ทำให้ลดไขมันในเนื้อเยื่อต่างๆได้
และเป็นผลให้ไขมันในเลือดลดลง
ส่งผลให้ผู้ที่มีปัญหา
ความดันโลหิตสูงมีอาการทุเลาลง
4.ช่วยฟื้นฟูและปรับสมดุลระบบต่างๆในร่างกาย
ให้กลับมาเป็นปกติ
5.ทำงานทันทีที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ได้ผลตอบสนองเร็ว
เห็นผลการบำบัดในระยะเวลาอันสั้นเพียง 7- 15 วัน
ดูข้อมูลต่อคลิก!! |
1.เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันให้อยู่ในระดับปกติ
หรือใกล้เคียงระดับปกติให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิด
โรคแทรกซ้อนให้เกิดช้าที่สุด
2.เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
สามารถทำได้โดยการควบคุมปริมาณอาหารหรือแคลอรี่
ที่รับประทานขึ้นอยู่กับเพศ อายุ น้ำหนักตัวและกิจกรรม
ประจำวันความอ้วนจะทำให้ร่างกายเกิดการดื้อต่ออินซูลิน
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นการลดน้ำหนักตัวลงจะ
ทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดจะ
ลดลงตามไปด้วยเราสามารถคำนวณน้ำหนักมาตรฐาน
ด้วยวิธีง่ายๆและรวดเร็วดังนี้
ในผู้ชาย
น้ำหนักที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) 100
เช่น หากคุณพิชัย มีส่วนสูง 170 ซม. ดังนั้น
น้ำหนักที่เหมาะสม
= 170 - 100 = 70 กิโลกรัม
ในหญิง
น้ำหนักที่เหมาะสม=(ความสูง (ซม.) 100) 10%
เช่น หากคุณรัศมีสูง 160 ซม.
ดังนั้นน้ำหนักที่เหมาะสม = (160 - 100 ) 6 = 54 กิโลกรัม โดยน้ำหนักที่เหมาะสมนี้จะบวกหรือลบได้อีก
ประมาณ 3-5 กิโลกรัมขึ้นกับโครงสร้างของร่างกาย
น้ำหนักตัวที่มากกว่าเกณฑ์จึงทำให้พิจารณาได้ว่ามีภาวะอ้วน
3.เพื่อชะลออาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
4.เพื่อให้รู้จักโภชนาการที่ดีซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากใน
การควบคุมเบาหวาน
การรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่
เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ร่างกายได้รับ
สารอาหาร
ครบถ้วนอย่างสมดุลและช่วยให้ควบคุมเบาหวานได้ดี |
1.กลุ่มอาหารที่ห้ามรับประทาน
- ขนมหวานทุกชนิด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง
เป็นต้น
- น้ำหวานทุกชนิด เช่นน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่หากเป็นกาแฟ ก็ควรเป็นกาแฟดำ หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
- น้ำผลไม้ที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำตาล
- ผลไม้ที่มีรสหวานจัด ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม หรือผลไม้แปรรูปที่รสหวานจัด หรือมีส่วนผสมของน้ำตาล
- อาหารชุบแป้งทอด หรือของขบเคี้ยวทอดกรอบ
2.กลุ่มอาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัดปริมาณ
ได้แก่ผักใบเขียวชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาด ผักตำลึง และผักกวางตุ้ง เป็นต้น
3.กลุ่มอาหารที่รับประทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ
- อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ผักผลไม้ที่มีแป้งมาก เช่น หอมหัวใหญ่ ฟักทอง กระเจี๊ยบ กล้วย ฝรั่ง และมะละกอ เป็นต้น
- นมจืดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือนมพร่องไขมัน
- อาหารประเภทข้าว แป้ง ถั่วเมล็ดแห้ง
- เนื้อสัตว์หรืออาหารที่ให้โปรตีน และควรหลีกเลี่ยง
เนื้อติดมันต่างๆ เช่น หนังไก่ หนังหมู
- อาหารที่มีไขมันมาก ควรลดปริมาณการรับประทานลง และหากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
- อาหารที่มีไขมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม กะทิ และควรใช้น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลืองแทน
|