
ชมวีดีโอคลิก!!!
โรคที่มีผู้ป่วยจำนวนมากอันดับต้นๆของโลก
อาการโรคเบาหวาน
โรคที่ยังไม่มียาชนิดใด รักษาเบาหวาน ให้หายขาด
หากไม่สามารถแก้ใขที่ต้นเหตุได้ทันเวลา
ร่างกายจะเสื่อมสภาพ เกิดโรคแทรกซ้อนจำนวนมาก
ชีวิตของคุณมีค่า อย่ารอให้ถึงวันนั้น
เพราะวันนี้มีวิธีแก้ใขที่ต้นเหตุ....ด้วย
" ทางเลือกใหม่ในการบำบัดโรคเบาหวาน"
ด้วยวิทยาการใหม่ระดับโลก ที่ได้รับการยืนยัน
โดย ทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์
ด้วย GTF
|
|
- GTF ย่อมาจาก "Glucose Tolerance Factor"
- เป็นองค์ประกอบของสารอาหาร ที่ช่วยควบคุม
การทำงานของอินซูลิน
ซึ่งช่วยในการลำเลีัยงกลูโคส
กรดอะมิโน และกรดไขมัน เข้าสู่เซลล์ให้เป็นปกติ

ชมคลิปวีดีโอตัวอย่างผู้ใช้ผลิตภัณฑ์...คลิก!!! |
วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่สุขภาพดีทั่วไปแพทย์
์แนะนำให้ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 20 60 นาที โดย
ให้ได้ระดับ
ร้อยละ 50 -60 ของอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องควบคุมโรคเบาหวานและการใช้ยา
โดยเฉพาะอินซูลินให้ดีก่อนออกกำลังกายปัจจัยสำคัญข้อหนึ่ง
คือ ผู้ป่วยต้องเข้าใจการปรับเปลี่ยนการใช้ยา
หรืออินซูลิน
ของตนเอง รวมทั้งสามารถวัดระดับน้ำตาลในเลือดของตนเอง
ได้หากต้องการออกกำลังกายหนักๆโดยควรออกกำลังกายใน
ช่วงเวลา
15.00- 17.00 น.หลังรับประทานอาหารว่าง
ประมาณ
30 -60 นาที
สัปดาห์ละ 3- 5 ครั้ง..
วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ควรดำเนินกิจกรรมแบบต่อเนื่องใน
ระดับเหนื่อยปานกลางอย่าง น้อย 30 นาทีต่อวัน ซึ่งหากทำ
ต่อเนื่อง4-6 เดือน
จะส่งผลดีช่วยลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนต่างๆได้บ้าง
ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยทั้ง 2 ชนิด หากระดับน้ำตาลในเลือดอยู่
ระหว่าง
200- 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ควรต้องออกกำลัง
กายภายใต้การดูแลของแพทย์และหากมากกว่า 400 มิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์ไม่ควรออกกำลังกายเพราะอาจเกิดอันตรายจากภาวะ
เลือดเป็นกรดสำหรับผู้ป่วยชนิดที่ 1 ได้และสำหรับผู้ป่วยที่ควบ
คุมโรคได้ดีอยู่แล้วก็ควรไม่ออกกำลังกายมากเกินไปเพราะอาจ
ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการออก
กำลังกายในท่าที่กระทบกระแทกเท้ามากเกินไปและหากม
ีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หิว เหงื่อออก ตาพร่ามัว
และเหนื่อยมากผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยเร็ว |
|
|
คุณสมบัติตามธรรมชาติของสาร GTF ซึ่งทำในสิ่งต่างๆ ดังนี้
1.ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1
จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ที่ผลิตอินซูลินกลับมาทำงานได้
จึงช่วยให้ปัญหาการขาดอินซูลินลดลง
จึงทำให้สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้อีกครั้ง
2.ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
จะช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินให้มีประสิทธิภาพดังเดิม จึงทำให้ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้
3.ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะไขมัน เข้าไปเผาผลาญในเซลล์ ทำให้ลดไขมันในเนื้อเยื่อต่างๆได้
และเป็นผลให้ไขมันในเลือดลดลง
ส่งผลให้ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงมีอาการทุเลาลง
4.ช่วยฟื้นฟูและปรับสมดุลระบบต่างๆในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ
5.ทำงานทันทีที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ได้ผลตอบสนองเร็ว
เห็นผลการบำบัดในระยะเวลาอันสั้นเพียง 7- 15 วัน

ดูข้อมูลต่อคลิก!! |
1.เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันให้อยู่ในระดับปกติ
หรือใกล้เคียงระดับปกติให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิด
โรคแทรกซ้อนให้เกิดช้าที่สุด
2.เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
สามารถทำได้โดยการควบคุมปริมาณอาหาร หรือแคลอรี่ที่รับประทาน
ตลอดทั้งวัน ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนมีความต้องการไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับเพศ อายุ น้ำหนักตัวและกิจกรรมประจำวัน
ความอ้วนจะทำให้ร่างกายเกิดการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับ
น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นการลดน้ำหนักตัวลงจะทำให้อินซูลิน
ทำงานได้ดีขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงตามไปด้วย
เราสามารถคำนวณน้ำหนักมาตรฐานด้วยวิธีง่ายๆและรวดเร็วดังนี้
ในผู้ชาย
น้ำหนักที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) 100
เช่น หากคุณพิชัย มีส่วนสูง 170 ซม. ดังนั้น
น้ำหนักที่เหมาะสม
= 170 - 100 = 70 กิโลกรัม
ในหญิง
น้ำหนักที่เหมาะสม = (ความสูง (ซม.) 100) 10%
เช่น หากคุณรัศมีสูง 160 ซม.
ดังนั้นน้ำหนักที่เหมาะสม = (160 - 100 ) 6 = 54 กิโลกรัม
โดยน้ำหนักที่เหมาะสมนี้จะบวกหรือลบได้อีกประมาณ 3-5 กิโลกรัม ขึ้นกับโครงสร้างของร่างกาย น้ำหนักตัวที่มากกว่าเกณฑ์จึงทำให้พิจารณาได้ว่ามีภาวะอ้วน
3.เพื่อชะลออาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
4.เพื่อให้รู้จักโภชนาการที่ดีซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการ
ควบคุมเบาหวาน
การรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่
ี่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ร่างกายได้รับ
สารอาหาร
ครบถ้วนอย่างสมดุลและช่วยให้ควบคุมเบาหวานได้ดี
|
|
1.กลุ่มอาหารที่ห้ามรับประทาน
- ขนมหวานทุกชนิด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เป็นต้น
- น้ำหวานทุกชนิด เช่นน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่หากเป็นกาแฟ ก็ควรเป็นกาแฟดำ หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
- น้ำผลไม้ที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำตาล
- ผลไม้ที่มีรสหวานจัด ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม หรือผลไม้แปรรูปที่รสหวานจัด หรือมีส่วนผสมของน้ำตาล
- อาหารชุบแป้งทอด หรือของขบเคี้ยวทอดกรอบ
2.กลุ่มอาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัดปริมาณ
ได้แก่ผักใบเขียวชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาด ผักตำลึง และผักกวางตุ้ง เป็นต้น
3.กลุ่มอาหารที่รับประทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ
- อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ผักผลไม้ที่มีแป้งมาก เช่น หอมหัวใหญ่ ฟักทอง กระเจี๊ยบ กล้วย ฝรั่ง และมะละกอ เป็นต้น
- นมจืดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือนมพร่องไขมัน
- อาหารประเภทข้าว แป้ง ถั่วเมล็ดแห้ง
- เนื้อสัตว์หรืออาหารที่ให้โปรตีน และควรหลีกเลี่ยงเนื้อติดมันต่างๆ
เช่น หนังไก่ หนังหมู
- อาหารที่มีไขมันมาก ควรลดปริมาณการรับประทานลง และหากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
- อาหารที่มีไขมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม กะทิ และควรใช้น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลืองแทน
|